Jan 16, 2024
HIV / AIDS ต่างกันอย่างไร ?
กว่า 4 ทศวรรษที่เราได้เห็นคำคุ้นหูคุ้นตาอย่าง “เอดส์” และ “เอชไอวี” ซึ่งหลายครั้งสองคำนี้ถูกใช้พร้อม ๆ กันหรือถูกใช้ในทิศทางเดียวกัน และยังปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งว่ามีการใช้คำทั้งสองที่ผิดพลาดจนส่งผลให้เกิดความสับสนว่า แท้จริงแล้วทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ หรือแตกต่างกันอย่างไร
ประการแรกเรามาทำความเข้าใจคำว่า “เอชไอวี” (HIV) กันก่อน
เอชไอวี (HIV) จริง ๆ แล้วเป็นชื่อย่อของไวรัสชนิดหนึ่งคือ human immunodeficiency virus ไวรัสชนิดนี้จะทำหน้าที่ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ได้รับไวรัสที่ไม่ได้รับการรักษามีโอกาสติดเชื้อหรือแบคทีเรียฉวยโอกาสอื่น ๆ ได้ง่าย ดังนั้น เพื่อไม่ให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเราจะขอเรียกว่า “ไวรัสเอชไอวี”
ไวรัสเอชไอวี จะสามารถส่งต่อหรือแพร่ได้โดยการสัมผัสโดยตรงระหว่างของเหลวในร่างกายกับผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวี โดยเฉพาะทางเลือด ซึ่งของเหลวจากร่างกายส่วนต่าง ๆ จะมีปริมาณไวรัสที่ต่างกัน ดังนั้น โอกาสที่จะรับไวรัสจึงแตกต่างกันไปตามชนิดของเหลวในร่างกายและปริมาณของเหลวที่ได้รับ
กิจกรรมที่ทำให้มีโอกาสในการส่งต่อและรับเอาเอชไอวีสูง ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การรับบริจาคเลือด เป็นต้น
การป้องกันการได้รับและส่งต่อเอชไอวี ซึ่งสามารถนำไปสู่การยุติเอชไอวีได้ สามารถทำได้หลัก ๆ อยู่ 4 วิธี ได้แก่
1. การตรวจสถานะเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่อทราบผลว่ามีเอชไอวีจะได้เข้ารับการรักษาเพื่อเข้าสู่สถานะ U=U หรือ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่
2. การสวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ไม่รู้สถานะ
3. การทานยาป้องกันก่อนการสัมผัสไวรัสหรือยา PrEP
4. ไม่ทำกิจกรรมที่มีการแลกเปลี่ยนเลือดโดยตรง เช่น การใช้เข็มฉีดยา การเจาะหู หรือการสักที่ไม่เปลี่ยนเข็ม เป็นต้น
ส่วนกิจกรรมที่มักถูกเข้าใจผิดและมีโอกาสได้รับเอชไอวีน้อยมาก ๆ ได้แก่ การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันกับผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวี อาทิ ผ้าเช็ดตัว ทานข้าวร่วมกัน เป็นต้น หรือแม้แต่การจูบก็ยังมีโอกาสในการได้รับเอชไอวีน้อยมาก
ผู้ที่ได้รับไวรัสเอชไอวี จะแบ่งเป็น 3 ระยะอาการ ได้แก่
ระยะที่ 1
เป็นระยะที่ร่างกายได้รับไวรัสอย่างฉับพลัน คือเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ภูมิต้านทานร่างกายจะทำงานและเกิดการต่อสู้ระหว่างภูมิคุ้มกันกับไวรัส อาการแสดงเบื้องต้นในระยะนี้จะคล้ายไข้หวัด ได้แก่ มีไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่น และปวดหัว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับไวรัสบางคนอาจไม่มีอาการแสดงในระยะนี้ ซึ่งทำให้ไม่ทราบว่าตนเองได้เอชไอวีมาแล้ว
ระยะที่ 2
เป็นระยะที่ไวรัสสามารถปรับตัวในกระแสเลือดได้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถตรวจพบสิ่งแปลกปลอมและไม่กำจัดไวรัส ในขณะเดียวกันไวรัสจะค่อย ๆ ก๊อปปี้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วค่อย ๆ ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน/เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า CD4 ให้อ่อนแอลง
การเพิ่มจำนวนนี้ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานทำให้ผู้ได้รับเอชไอวีไม่มีอาการแสดงยาวนานหลายปีขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวี และที่สำคัญคือเป็นระยะที่เอชไอวีสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ (โดยไม่รู้ว่าตนได้รับเอชไอวีในร่างกาย)
ระยะที่ 3
เมื่อภูมิคุ้มกัน CD4 ลดลงจนถึงระดับที่ต่ำกว่า 200 cumm. จากปกติ 500-1600 cumm. จะทำให้ผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีมีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาส (opportunistic infections) เช่น วัณโรคปอด เชื้อรา เป็นต้น ในระยะนี้จะเรียกว่า “ระยะเอดส์”
คำว่า “เอดส์” (AIDS) แท้จริงแล้วคือ “กลุ่มอาการ” หรือ “syndrome” ไม่ใช่ “โรค” disease หรือ sickness
AIDS ย่อมาจากคำว่า Acquired Immune deficiency syndrome อธิบายเป็นภาษาไทยได้ว่าเป็น “กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นจากการได้รับ ... [เชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรืออื่น ๆ] … ในระหว่างที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง”
ซึ่งจะให้เข้าใจได้ง่ายเราควรเรียกว่า “ระยะเอดส์” แทนคำว่า “เอดส์” เฉยๆ หรือ “โรคเอดส์”
ดังนั้น ทั้งชื่อและความหมายของ HIV และ AIDS จึงไม่เหมือนกัน